วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สรุป บทที่ 1-11

บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
(Introducttion to Information and Communication Technoiogy)



1.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การนำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างหรือจัดการกับสารสนเทศอย่างเป็นระบบและรวดเร็ว โดยอาศัยเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กร ทั้งนี้เทคโนโลยีสารสนเทศยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม ซึ่งเป็นวิธีการที่จะส่งข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เพื่อการแลกเปลี่ยนหรือเผยแพร่ข้อมูล และสารสนเทศได้อย่างรวดเร็วทันต่อการใช้ประโยชน์ ผ่านอุปกรณ์สื่อสาร เช่น วิทยุ โทรศัพท์ เครื่องโทรสาร คอมพิวเตอร์ คลื่นวิทยุ และดาวเทียม

         1.1 เทคโนโลยีสารสนเทศ
          เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ การเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการสารสนเทศ เทคโนโลยีจะหมายถึงวิธีการ หรือผลิตภัณฑ์ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่ ส่วนคำว่าสารสนเทศหมายถึง ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลมาเป็นที่เรียบร้อย พร้อมที่จะถูกใช้งาน อาจทำด้วยคอมพิวเตอร์ หรือบุคคล

 1.2 เทคโนโลยีการสื่อสาร
          เทคโนโลยีการสื่อสาร หมายถึง กระบวนการส่งข้อมูลข่าวสารต่างๆ จากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง โดยผ่านเครือข่ายการสื่อสารที่มีอยู่


2.บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกับงานด้านต่างๆ

    2.1 ด้านเศรษฐกิจ   2.2 ด้านการศึกษา        2.3 ด้านความบันเทิง  2.4 ด้านธุรกิจ
    2.5 ด้านสังคม        2.6 ด้านการขนส่ง     2.7 ด้านการทหาร    2.8 ด้านการสื่อสาร





3.จากยุคอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่ยุคโมบิลิตี้

          ยุคโมบิลิตี้ คือ การพัฒนาระบบโทรศัพท์ที่เรียกว่าสามจี (3G) ซึ่งจะเป็นการทำให้ความเร็วในการรับส่งข้อมูลของโทรศัพท์มือถือมีความเร็วใกล้เคียงกับคอมพิวเตอร์



บทที่ 2 ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

(Computer System)


1.คอมพิวเตอร์คืออะไร

คอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อช่วยในการอำนวยความสะดวก จึงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ความสามารถและประสิทธิภาพก็เพิ่มขึ้นทั้งในด้านความเร็วในการประมวลผลข้อมูล ความสามารถในการเก็บข้อมูล และความปลอดภัย




2.ประเภทของคอมพิวเตอร์

     - ซูเปอร์คอมพิวเตอร์       - เมนเฟรมคอมพิวเตอร์
       - มินิคอมพิวเตอร์       - ไมโครคอมพิวเตอร์
      - โน้ตบุ๊ก              - แท็บเล็ต





3.ความสามารถของคอมพิวเตอร์

     ทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
     - การทำงานด้วยความเร็วสูง
     - ความถูกต้องแม่นยำเชื่อถือได้
     - การเก็บข้อมูลได้ในปริมาณมาก
     - การสื่อสารเชื่อมโยงข้อมูล



4.องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์

     องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบุคลากร



การทำงานของคอมพิวเตอร์
          - อินพุต
          - หน่วยประมวลผลกลาง
          - หน่วยความจำ
          - เอาต์พุต



5.องค์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์

  5.1 อุปกรณ์อินพุต
          - คีย์บอร์ด
          - เมาส์
          - อุปกรณ์ชี้ตำแหน่งสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก
          - ลูกกลมควบคุม
          - แท่งชี้ตำแหน่ง
          - แผ่นรองสัมผัส
          - ก้านควบคุม
          - ปากกาแสง
          - เครื่องอ่านพิกัด
          - อุปกรณ์รับเข้าแบบจอสัมผัส
          - อุปกรณ์รับเข้าแบบกวาดตรวจเครื่องอ่านรหัสแท่ง
          - เครื่องกราดตรวจ
          - กล้องถ่ายภาพดิจิทัล


 5.2 หน่วยประมวล
          - เมนบอร์ด
          - ซ็อคเก็ตซีพียู
          - ชิปเซ็ต
          - ช่องสำหรับติดตั้งหน่วยความจำ
          - ระบบบัสและช่องสำหรับติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ
          - แบตเตอรี่
          - ขั้วต่อสายแหล่งจ่ายไฟ
          - จัมเปอร์
          - ขั้วต่อสำหรับหน่วยความจำสำรอง
          - หน่วยประมวลผลกลาง
          - หน่วยควบคุม
          - หน่วยคำนวณ
          - หน่วยความจำแคช
          - อุปกรณ์ช่วยระบายความร้อนให้ซีพียู
          - สารเชื่อมความร้อน
          - อุปกรณ์เพิ่มเติม
          - การ์ดแสดงผล
          - การ์ดแสดงสัญญาณเสียง




 5.3 หน่วยความจำ
          - รีจิสเตอร์
          - หน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์
          - หน่วยความจำแบบแก้ไขได้
          - หน่วยความจำหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว
          - หน่วยความจำสำรอง ฮาร์ดดิสก์
          - ออปติคัสดิสก์
          - เทปแม่เหล็ก
 

5.4 อุปกรณ์เอาต์พุต

                จอภาพ
               - จอภาพแบบ CRT
               - จอภาพแบบ LCD
               - จอภาพแบบ LED



         เครื่องพิมพ์
               - เครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์
               - เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก
               - เครื่องพิมพ์เลเซอร์
               - พลอตเตอร์
บทที่ 3 ซอฟต์แวร์ระบบ

(System Software)

1.ความหมายและประเภทของซอฟต์แวร์

          ซอฟต์แวร์ คือ ชุดคำสั่งที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานให้กับผู้ใช้

     ซอฟต์แวร์ที่แบ่งตามการได้มาใช้งานของผู้ใช้ได้ 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ โอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์

     ซอฟต์แวร์ที่แบ่งตามลักษณะการใช้งานสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ระบบ และซอฟต์แวร์ประยุกต์




1.ซอฟต์แวร์ระบบ
     ซอฟต์แวร์ระบบ หรือ ระบบปฏิบัติการ เป็นซอฟต์แวร์ที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์และมนุษย์ เพื่อติดต่อสื่อสาร และควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์





  2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ 

         คือซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้น เพื่อประยุกต์กับงานที่ผู้ใช้ต้องการ เช่น ซอฟต์แวร์ประมวลคำ ซอฟต์แวร์จัดเก็บภาษี ซอฟต์แวร์สินค้า


3.ระบบปฏิบัติการสำหรับคอมพิวเตอร์

                                   3.1 ไมโครซอฟต์วินโดวส์       3.2 ลีนุกซ์
                                   3.3 ยูนิกซ์                                 3.4 แมคโอเอส





4.ระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์พกพา

         4.1 แอนดรอยด์        4.2 ไอโอเอส             4.3 ซิมเบียน





บทที่ 4 ซอฟต์แวร์ประยุกต์
(Application Software)

4.1 โปรแกรมระบบสำนักงานอัตโนมัติ

             เป็นโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนรองรับระบบงานทั่วไปที่ใช้ในสำนักงาน โดยแบ่งได้ 4 ชนิด คือ  โปรแกรมประมวลผลคำ โปรแกรมตารางการคำนวณ โปรแกรมสำหรับการนำเสนอ และโปรแกรมจัดการฐานข้อมูล

1.โปรแกรมประมวลผล เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับการจัดการด้านเอกสารเป็นหลัก การพิมพ์หนังสือ แบบฟอร์มต่างๆ




2. โปรแกรมตารางคำนวณ เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่หลักในการคำนวณด้านตัวเลข การทำบัญชี หรืองานด้านวิทยาศาสตร์




3.โปรแกรมนำเสนอ เป็นโปรแกรมการสร้างสื่อสำหรับการนำเสนอผลงาน เพื่อให้ผลงานเป็นที่น่าสนใจ




4. โปรแกรมจัดการฐานข้อมูล เป็นโปรแกรมหรือซอฟแวร์ที่ช่วยจัดการข้อมูลหรือรายการต่าง ๆ ที่อยู่ในฐานข้อมูล


4.2 ซอฟต์แวร์ตกแต่งภาพ 

          เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับการสร้างและจัดการรูปภาพต่าง ๆ เช่น การจัดองค์ประกอบ สี แสงของภาพ รวมถึงการวาดภาพลายเส้นต่าง ๆ ให้มีลักษณะของภาพตามต้องการ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักออกแบบกราฟิกต่าง ๆ ในการนำไปประยุกต์ใช้งาน เช่น งานออกแบบพาณิชย์ศิลป์ งานออกแบบและตกแต่งสินค้า




4.3 โปรแกรมสำหรับออกแบบ 

ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบโครงสร้างอาคาร การเขียนแผนภาพ ออกแบบระบบเครือข่าย เป็นต้น




4.4 โปรแกรมสำหรับความบันเทิง 

ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง การเข้าสังคม และอื่นๆ อีกมากมาย




4.5 โปรแกรมสำหรับการทำงานด้านคณิตศาสตร์ 

ได้แก่ การคำนวณด้านคณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ รวมไปถึงการคำนวณโมเดลด้านธุรกิจ เป็นต้น




4.6 โปรแกรมเครื่องมือ
-โปรแกรมตรวจจับไวรัส คือ โปรแกรมที่ใช้สำหรับตรวจจับไวรัส โดยปัจจุบันไวรัสมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ดังนี้
ไวรัส ม้าโทรจัน เวิร์ม สปายแวร์



-โปรแกรมตรวจสอบคุณลักษณะของเครื่อง เป็นการตวรสอบคุณลักษณะของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราใช้งาน 


-โปรแกรมบีบอัดข้อมูล มีหน้าที่ในการรวบรวมไฟล์จำนวนมากเข้าไว้เป็นไฟล์เดียว จากนั้นก็จะบีบอัดให้มีขนาดเล็กลง เพื่อสะดวกต่อการใช้งาน

4.7 ดีไวซ์ไดรเวอร์

คือ โปรแกรมพิเศษขนาดเล็กที่ให้คอมพิวเตอร์ติดต่อและควบคุมอุปกรณ์ได้ ดีไวซ์ไดรเวอร์ต้องการนำมาใช้เพื่อควบคุมอุปกรณ์บางอย่าง เช่น เมาส์ โมเด็ม ไดร์ฟซีดีรอม


4.8 พอร์ต 

คือ ช่องสำหรับติดต่อสื่อสารกับอุปกรณ์ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นจอภาพ แป้นพิมพ์ เครื่องพิมพ์ ระบบเครือข่าย เป็นต้น




-พอร์ตสำหรับแสดงผล
-พอร์ตสำหรับเชื่อมต่อเครื่องพิมพ์
-พอร์ตสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณืทั่วไป
-พอร์ตสำหรับเชื่อมต่อแป้นพิมพ์ หรือเม้าส์
-พอร์ตสำหรับเชื่อมต่อเครือข่าย

4.9 โปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ 

คือ โปรแกรมท่องเว็บ ได้แก่ อินเทอร์เน็ตเอ็กพลอเรอร์ (IE) ไฟร์ฟอกซ์ (Firefox)  
โครม (Chrome) และซาฟารี (Safari)




บทที่ 5 การสื่อสารข้อมูลและระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
(Data Communication and Computer Network)

5.1 บทบาทของการสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์

บทบาทของการสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย คอมพิวเตอร์ การติดต่อสื่อสารข้อมูลสมัยใหม่นี้ มีรากฐานมาจากความพยายามในการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์ โดยอาศัยระบบสื่อสารที่มีอยู่แล้ว เช่น โทรศัพท์ ดังนันการสื่อสารข้อมูล ้จึงอยู่ในขอบเขตที่จากัด คือเฉพาะจุดที่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ด้วยโทรศัพท์ และเมื่อมีการใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้น ความต้องการในการติดต่อระหว่างคอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่องในเวลาเดียวกันจึงมีมากขึ้นตาม ซึ่งการนาคอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่องมาติดต่อกัน จะเรียกว่า ระบบเครือข่าย (network system)
บทบาทที่สาคัญอีกบทบาทหนึ่งของการสื่อสารข้อมูลและระบบเครือข่าย คือ การให้บริการข้อมูลของรัฐเช่น ฐานข้อมูลเกียวกับสิ่งแวดล้อม ฐานข้อมูลงานวิจัย ่ฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจ ฐานข้อมูลของสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภค ในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ก็จะมีข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือและตาราวิชาการ เมื่อผูใช้ต้องการ ้ข้อมูลใดก็ติดต่อมายังศูนย์บริการข้อมูลนั้น โดยจะเป็นการติดต่อผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทาให้การได้รับข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว
 

ประโยชน์ของการสื่อสารข้อมูล
1)การจัดเก็บข้อมูลได้ง่ายและสื่อสารได้รวดเร็ว การจัดเก็บข้อมูลซึ่งอยู่ในรูปของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ สามารถจัดเก็บไว้ในแผ่นบันทึกที่มีความหนาแน่นสูง แผ่นบันทึกแผ่นหนึ่งสามารถบันทึกข้อมูลได้มากกว่า 1 ล้านตัวอักษร สำหรับการสื่อสารข้อมูลนั้น ถ้าข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ได้ด้วยอัตรา120 ตัวอักษรต่อวินาทีแล้ว จะส่งข้อมูล 200 หน้าได้ในเวลา 40 นาที โดยที่ไม่ต้องเสียเวลามานั่งป้อนข้อมูลเหล่านั้นซ้ำใหม่อีก
2)ความถูกต้องของข้อมูล โดยปกติเมื่อมีการส่งข้อมูลด้วยสัญญาณทางอิเล็กทรอนิกส์จากจุดหนึ่งไปยังจุดอื่นด้วยระบบดิจิตอล วิธีการรับส่งนั้นจะมีการตรวจสอบสภาพของข้อมูล หากข้อมูลผิดพลาดก็จะมีการรับรู้และพยายามหาวิธีการแก้ไขให้ข้อมูลที่ได้รับมีความถูกต้อง โดยอาจให้ทำการส่งใหม่ หรือกรณีที่ผิดพลาดไม่มากนัก ฝ่ายผู้รับอาจใช้โปรแกรมของตนแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องได้
3)ความเร็วของการทำงาน โดยปกติสัญญาณทางไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วเท่าแสง ทำให้การใช้คอมพิวเตอร์ส่งข้อมูลจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่ง หรือค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ สามารถทำได้รวดเร็ว ความรวดเร็วของระบบจะทำให้ผู้ใช้สะดวกสบายอย่างยิ่ง เช่น บริษัทสายการบินทุกแห่งสามารถทราบข้อมูลของทุกเที่ยวบินได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การจองที่นั่งของสายการบินสามารถทำได้ทันที
4)ต้นทุนประหยัด การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าหากันเป็นเครือข่าย เพื่อส่งหรือสำเนาข้อมูล ทำให้ราคาต้นทุนของการใช้ข้อมูลประหยัดขึ้น เมื่อเทียบกับการจัดส่งแบบวิธีอื่น เราสามารถส่งข้อมูลให้กันและกันผ่านทางสายโทรศัพท์ได้

5.2 การสื่อสารข้อมูล

คือ กระบวนการถ่ายโอนหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้รับและผู้ส่งโดยผ่านช่องทางสื่อสาร เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือคอมพิวเตอร์เป็นตัวกลางในการส่งข้อมูล เพื่อให้ผู้ส่งและผู้รับ เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน
       องค์ประกอบหลักของระบบสื่อสารข้อมูลมีอยู่ 5 อย่าง ได้แก่ ผู้ส่ง ผู้รับ ข่าวสาร สื่อกลาง และโพรโทคอล



5.3 สื่อกลางในการสื่อสารข้อมูล

ตัวกลางหรือสายเชื่อมโยงเป็นส่วนที่มำให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่างๆเข้าด้วยกัน และอุปกรณ์นี้ยอมให้ข่าวสารข้อมูลผ่านจากผู้ส่งไปสู่ผู้รับ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สื่อสัญญาณทางสาย สื่อสัญญาณไร้สาย
-สื่อสัญญาณทางสาย

1) สายคู่บิดเกลียว

                            1.1)สายคู่บิดเกลียวชนิดหุ้มฉนวน       1.2)สายคู่บิดเกลียวชนิดไม่หุ้มฉนวน
2) สายโคแอกเชียล



                                       2.1)สายโคแอกเชียลแบบบาง           2.2) สายโคแอกเชียลแบบหนา
3) เส้นใยนำแสง


-สื่อสารประเภทไร้สาย
เป็นการรับส่งข้อมูลโดยผ่านอากาศซึ่งจะมีพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแพร่กระจายอยู่ทั่วไป  มีอยู่ 2 ชนิด คือ
1.แบบ Directial       2.แบบ Omnidirectional
สื่อสารประเภทไร้สาย ได้แก่ คลื่นวิทยุ อินฟราเรด บลูธูท Wireless ไมโครเวฟ ดาวเทียม 

5.4 เครือข่ายคอมพิวเตอร์

คือ การนำเครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่องมาต่อเชื่อมโยงให้มีการสื่อสารข้อมูลระหว่างกันโดยการโอนย้ายข้อมูลระหว่างกันและการเชื่อมต่อหรือการสื่อสารการโอนย้ายข้อมูล
   เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งแยกตามสภาพการเชื่อมโยงได้ 3 ชนิด คือ
 เครือข่ายแลน (Local Area Network : LAN) เช่น เครือข่ายในมหาวิทยาลัยหรือเครือข่ายภายในบรษัท



-เครือข่ายแมน (Metropolitan area netwoek: MAN)



เครือข่ายแวน (Wide Area Network : WAN)  เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่      
ประกอบด้วยเครือข่ายแบบ LAN และ MAN



5.5 โพรโทคอล

           โพรโทคอล เครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์เครือข่ายที่ใช้โพรโทคอลชนิดเดียวกันเท่านั้นจึงจะสามารถติดต่อและส่งข้อมูลระหว่างกันได้    โพรโทคอล มีลักษณะเช่นเดียวกับการสื่อสารของมนุษย์ที่ตองใช้ ภาษาเดียวกันจึงจะสามารถ   สือสารกันได้เข้าใจ โพรโทคอลที่ใช้เป็นมาตรฐานในการสื่อสารแบบใช้สายและไร้สาย   เช่น    ทีซีพี/ไอพี   ไวไฟ ไออาร์ ดีเอ บลูทูธ 

5.6 รูปร่างเครือข่าย
 การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์รับส่งข้อมูลที่ประกอบกันเป็นเครือข่ายที่มีการเชื่อมโยงถึงกันในรูปแบบต่างๆ ตามลักษณะทางกายภาพที่เรียกว่ารูปร่างเครือข่าย (network topology) โดยทั่วไปรูปร่างเครือข่ายสามารถแบ่งออกตามลักษณะของการเชื่อมต่อได้ 3 รูปแบบคือ
1.เครือข่ายแบบบัส BUS
       เป็นลักษณะของการนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อ เป็นระบบเครือข่าย ด้วยสายเคเบิลยาวต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ โดยมีคอนเน็คเตอร์ในการเชื่อมต่อ 
2.เครือข่ายแบบวงแหวน Ring
 เป็นการเชื่อมแต่ละสถานีเข้าด้วยกันแบบวงแหวน สัญญาณข้อมูลจะส่งอยู่ในวงแหวนไปในทิศทางเดียวกันจนถึงผู้รับ

3.เครือข่ายแบบดาว Star
เป็นการเชื่อมต่อสถานีในเครือข่าย โดยทุกสถานีจะต่อเข้ากับหน่วยสลับสายกลาง เช่น ฮับ (hub) หรือสวิตซ์ (switch) 

5.7 อุปกรณ์เครือข่าย
1. การ์ดเครือข่าย
ทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานเข้ากับระบบเครือข่ายได้
2.ฮับ
อุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกลุ่มของคอมพิวเตอร์ และมีหน้าที่รับ-ส่งเฟรมข้อมูลทุกเฟรมที่ได้รับจากพอร์ตไปยังพอร์ตที่เหลือ
3.สวิตซ์
คือ อุปกรณ์รวมสัญญาณที่มาจากอุปกรณ์รับส่งหลายสถานีเช่นเดียวกับฮับ
4.เกตเวย์
เป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถสูงในการเชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆเข้าด้วยกัน และใช้สื่อส่งข้อมูลต่างชนิดกันได้โดยไม่มีขีดจำกัด
5.บริดจ์
อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ในเครือข่ายเพื่อต่อเครือข่ายภายใน เข้าด้วยกันเพื่อให้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้
6.รีพีตเตอร์
เป็นอุปกรณ์ทวนสัญญาณเพื่อให้สามารถส่งข้อมูลถึงกันได้ระยะไกล
7.โมเด็ม
การแปลงสัญญาณดิจิตอล จากเครื่องคอมพิวเตอร์ ต้นทางให้กลายเป็นสัญญาณอะนาลอกแล้วส่งไปตามสายโทรศัพท์
8.เราเตอร์
คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่หาเส้นทางและส่งแพ็กเกตข้อมูลระหว่างเ ครื่อข่ายคอมพิวเตอร์ ไปยังเครื่อข่ายปลายทางที่ต้องการ

9.Access point
คือ อุปกรณ์จุดเข้าใช้งานเครือข่ายไร้สาย ทําหน้าที่รองรับการเชื่อมโยงจากเครื่องลูกข่าย
10. ADSL Modem Router
อุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย ADSL โดย Router จะมีฟีเจอร์สำหรับการแชร์อินเตอร์เน็ตกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เหมาะสำหรับนำไปใช้ในองค์กรที่มีเครือข่ายแลน (Lan) หรือร้านอินเตอร์เน็ต ส่วน ADSL Modem เหมาะสำหรับการใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงเครื่อง
10.Air Card
คือ อุปกรณ์โมเด็มอย่างหนึ่งที่ใช้เพื่อเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์(destop หรือ laptop) เข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายความเร็วสูงโดยผ่านโครงข่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ



บทที่ 6 การเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
(Internet Network Connection)



6.1 ความหมายและประวัติของอินเทอร์เน็ต

ความหมายของอินเทอร์เน็ต ( Internet ) คือ เครือข่ายของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกัน โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมเครือข่าย ภายใต้มาตรฐานการเชื่อมโยงด้วยโปรโตคอลเดียวกันคือ TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ นับว่าเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีผู้นิยมใช้ โปรโตคอลอินเทอร์เน็ตจากทั่วโลกมากที่สุด
                 อินเทอร์เน็ตกำเนิดขึ้นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2512 โดยองค์กรทางทหาร ของสหรัฐอเมริกา ชื่อว่า ยู.เอส.ดีเฟนซ์ ดีพาร์ทเมนท์ ( U.S. Defence Department ) เป็นผู้คิดค้นระบบขึ้นมา มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อให้มีระบบเครือข่ายที่ไม่มีวันตายแม้จะมีสงคราม ระบบการสื่อสารถูกทำลาย หรือตัดขาด แต่ระบบเครือข่ายแบบนี้ยังทำงานได้ซึ่งระบบดังกล่าวจะใช้วิธีการส่งข้อมูลในรูปของคลื่นไมโครเวฟ ฝ่ายวิจัยขององค์กรจึงได้จัดตั้งระบบเน็ตเวริ์กขึ้นมา เรียกว่า ARPAnet ย่อมาจากคำว่า Advance Research Project Agency net ซึ่งประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมในหมู่ของหน่วยงานทหาร องค์กร รัฐบาล และสถาบันการศึกษาต่างๆ เป็นอย่างมาก
               ปี พ.ศ. 2523 คนทั่วไปเริ่มสนใจอินเทอร์เน็ตมากขึ้น มีการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในเชิงพาณิชย์ มีการท าธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต บริษัท ห้างร้านต่างๆ ก็เข้าร่วมเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

6.2 คำศัพท์เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต

-WebPage หมายถึง ข้อมูลที่เป็นอักษร เสียง และภาพต่างๆ ที่บรรจุในแฟ้มเอกสารแต่ละหน้าของเวิลด์ไวด์เว็บ (WWW) ที่เปิดอ่านจากโปรแกรม Browser
-Web site หมายถึง จำนวนไฟล์หรือจำนวนหน้าทั้งหมดของเว็บไซต์นั้นๆ
-HomePage หมายถึง WebPage ที่อยู่หน้าแรกของ Web site ที่ใช้แฟ้มว่า index.html หรือ index.htm เสมอ
-Web Browser โปรแกรมใช้ในการเข้าไปยังเว็บไซด์ต่างๆ ในโลก World Wide Web ของอินเทอร์เน็ต เช่น Netscape Navigator, Internet Explorer
-ISP (Internet Service Provider)   คือผู้ให้บริการเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
-WWW ,World Wide Web, W3 หรือ "เว็บคือพื้นที่ที่เก็บข้อมูลข่าวสารที่เชื่อมต่อกันทางอินเทอร์เน็ต
-IP (Internet Protocol) เป็นโปรโตคอลที่ใช้สำหรับการสื่อสารแบบ TCP
-TCP/IP (Transport Control Protocol/Internet Protocol) เป็น Protocol ตามมาตรฐานอตุสาหกรรมในการติดต่อสื่อสาร ทำให้ระบบเครือข่ายสามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้
-Wifi เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมที่ช่วยให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย   เป็นต้น

6.3 การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

รูปแบบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมีอยู่ 2 แบบ คือ
1.การเชื่อมต่อแบบส่วนบุคคล
เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านคู่สายโทรศัพท์หนึ่งเลขหมายไปยังผู้ให้บริการ (คิดค่าบริการตามจำนวนชั่วโมงการใช้งาน)
2.การเชื่อมต่อแบบองค์กร
 เป็นการเชื่อมต่อที่มีความเร็วสูงกว่าแบบส่วนบุคคลและเป็นการเชื่อมต่อแบบถาวรตลอดเวลากับผู้ให้บริการ ด้วยสายเช่า (Lease line) และใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น โมเด็มแบบดิจิตอล (Digital Modem) อุปกรณ์ชี้เส้นทาง (Router) และแน่นอนว่าค่าใช้จ่ายจะสูงกว่า

วิธีการติดต่อเข้าระบบอินเทอร์เน็ตสามารถทำได้ 3 วิธี
การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สายผ่านเครื่องโทรศัพท์บ้านเคลื่อนที่ PCT เป็นการ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก (Note book) และคอมพิวเตอร์แบบพกพา (Pocket PC) ผู้ใช้จะต้องมี โมเด็ม ชนิด PCMCIA ของ PCT
WAP (Wireless Application Protocol) เป็นโปรโตคอลมาตรฐานของอุปกรณ์ ไร้สายที่ใช้งานบนอินเทอร์เน็ต ใช้ภาษา WML (Wireless Markup Language) ในการพัฒนาขึ้นมา แทนการใช้ภาษา HTML (Hypertext markup Language) ที่พบใน www โทรศัพท์มือถือปัจจุบัน
GPRS (General Packet Radio Service) เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้ โทรศัพท์มือถือสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วสูง และสามารถส่งข้อมูลได้ในรูปแบบของมัลติมีเดีย
โทรศัพท์ระบบ CDMA (Code Division Multiple Access)
เทคโนโลยี บลูทูธ (Bluetooth Technology)

6.4 ประโยชน์และโทษของอินเทอร์เน็ต

1. ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต
-สามารถติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นทั่วโลก
-สามารถค้นหาข้อมูลต่างๆได้เสมือนกับเราไปนั่งอยู่ที่ห้องสมุดขนาดใหญ่ได้ข้อมูลมากมายจากทั่วทุกมุมโลก
-เปรียบเสมือนเวที่ให้เข้าไปแสดงความคิดเห็นได้ภายในห้องสนทนา(chat  room) และกระดานข่าว(Web  room)  เป็นการเปิดโลกกว้างและวิสัยทัศน์ในเรื่องที่น่าสนใจ
-สามารถติดตามเคลื่อนไหวจากข่าวสารทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
-สามารถเปิดการค้าได้ด้วยตัวเอง  โดยไม่ต้องหาที่จัดตั้งร้านหรือพนักงานบริการ  แต่สามารถทำการค้าได้ด้วยตัวเองคนเดียว
-สามารถซื้อสินค้า  โดยไม่ต้องเดินทางไปยังร้านค้า  ซื้อผ่านทางเว็บไซต์ที่ให้บริการ  การชำระเงินก็สะดวก เช่น  ชำระผ่านบัตรเครดิต การหักเงินผ่านบัญชีธนาคาร
-สามารถรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์(E-mail)  เป็นการส่งจดหมายที่ไม่ต้องเสียค่าบริการและรับส่งจดหมายได้ภายในและภายนอกประเทศ  นอกจากจดหมายที่เป็นข้อความแล้ว  ยังส่งบัตรอวยพรในเทศการต่างๆได้อีก

2. โทษของอินเทอร์เน็ต
-อินเทอร์เน็ตเป็นเครืข่ายขนาดใหญ่ที่มีผู้คนมากมายเข้ามาใช้บริการ  เป็นเวทีเปิดกว้างและให้อิสระกับทุกคนที่เข้ามาเขียนข้อมูล  หรือติดประกาศต่างๆโดยปราศจากการกลั่นกรองที่ดี  ทำให้ข้อมูลที่ได้รับไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นจริงหรือไม่
-เกิดปัญญาหาของการละเมิดลิขสิทธิ์  เช่น  การดาวน์โหลดเพลง  หรือรูปภาพมารวบรวมขาย  หรือเป็นปัญหาอย่างยิ่งคือ  การตัดต่อภาพบุคคลที่มีชื่อเสียงให้กลายเป็นภาพแบบอนาจารหรือเสียหายได้
-ก่อให้เกิดปัญหาด้านอาชญากรรม  เพราะการเล่นอินเทอร์เน็ต  เช่น  การล่อล่วงหญิงไปในทางที่ไม่ดี  การก่อคดีข่มขืน  เนื่องจากเว็บไซต์โป๊
-ก่อให้เกิดปัญหาการหมกหมุ่นของเยาวชนที่เข้าไปในเว็บไซต์  จนทำให้เกิดโรคติดต่อทางอินเทอร์เน็ต  ทำให้เกิดอันตรายต่อตนเองเเละสังคมได้




6.5 แนวทางการแก้ไขปัญหาและป้องกันการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างไม่เหมาะสม

1. ต้องเรียนรู้ที่จะร่วมเล่นอินเทอร์เน็ตด้วยกันกับบุตรหลานเพื่อศึกษาการใช้อินเทอร์เน็ตของพวกเขาว่าสนใจไปในทางใดและเรื่องใด(อย่ากลัวที่จะเรียนรู้เพราะไม่มีใครแก่เกินเรียน)
2. สอนให้บุตรหลานได้รู้จักศิลปะป้องกันตัว7 ประการจากภัยร้ายบนอินเทอร์เน็ต
3. พูดคุยทาความเข้าใจกับบุตรหลานเกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตของเขาเช่นเวลาที่ใช้จานวนชั่วโมงที่ใช้ประเภทของเว็บไซต์และกิจกรรมทางอินเทอร์เน็ตที่เข้าร่วมได้
4. วางเครื่องคอมพิวเตอร์สาหรับการต่อเชื่อมอินเทอร์เน็ตไว้ในที่เปิดเผยทุกคนมีส่วนร่วมได้เช่นห้องนั่งเล่นห้องรับแขกอย่าวางในที่รโหฐานเช่นห้องนอนหรือห้องส่วนตัวของพวกเขา





บทที่ 7 เว็บแอพพลิเคชั่น



7.1 การสืบค้น ค้นคว้าหาข้อมูล (Search engine)

Search Engine เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่รวบรวมรายชื่อเว็บไซต์ต่างๆ เอาไว้ โดยจัดแยกเป็นหมวดหมู่ ผู้ใช้งานเพียงแต่ทราบหัวข้อที่ต้องการค้นหาแล้วป้อน คำหรือข้อความของหัวข้อนั้นๆ ลงไปในช่องที่กำหนด คลิกปุ่มค้นหา เท่านั้น ข้อมูลอย่างย่อๆ และรายชื่อเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องจะปรากฏให้เราเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ทันที
ประเภทของ Search Engine ได้แก่
1.      Keyword Index เป็นการค้นหาข้อมูล โดยการค้นจากข้อความในเว็บเพจที่ได้ผ่านการสำรวจมาแล้ว จะอ่านข้อความ ข้อมูล ประมาณ 200-300 ตัวอักษรแรกของเว็บเพจ


2. Subject Directories การจำแนกหมวดหมู่ข้อมูล จัดแบ่งโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ของแต่ละเว็บเพจ ว่ามีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร โดยการจัดแบ่งแบบนี้จะใช้คนพิจารณาเว็บเพจ แต่ละเว็บ แล้วทำการจัดหมวดหมู่

3.     Metasearch Engines  การค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่งข้อมูล  เป็นการค้นหาข้อมูลจากหลาย ๆ  Search Engine ในเวลาเดียวกัน  เพราะเว็บไซต์ที่เป็นMeta search จะไม่มีฐานข้อมูลของตนเอง  แต่จะค้นหาเว็บเพจที่ต้องการ  โดยวิธีการดึงจากฐานข้อมูลของ Search Site  จากหลายแหล่งมาใช้แล้วจะแสดงผลให้เลือกตามความต้องการ  เช่น  www.thaifind.com

หลักการค้นหาข้อมูลของ Search Engine
·         การตรวจค้นหาข้อมูลในเว็บเพจต่างๆ
·         ทำหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลที่ได้ทำการตรวจค้นไว้ในฐานข้อมูล
·         การแสดงผลการค้นหาข้อมูล

เว็บไซต์ Search Engine ที่เป็นที่นิยม ได้แก่
-Google
-Yahoo!
-Bing




7.2 การสื่อสารรับ-ส่งข้อมูลผ่าน E-mail (E-mail)

E-mail หรือจดหมายอิเล๊กทรอนิกส์ เป็นการรับ-ส่งจดหมายซึ่งกันและกัน มีความสะดวกและรวดเร็วในการรับ-ส่ง ทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างกันและกันมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

-รูปแบบชื่อ E-mail address
1.      yourname คือ ชื่อของคุณ สามารถตั้งเป็นชื่ออะไรก็ได้ 
2.       เครื่องหมาย "@" สำหรับกั้นระหว่าง ชื่อ กับ ชื่อเวปไซท์ หรือ domain name 
3.        it-guides.com คือ ชื่อเวปไซท์ หรือ domain name

-ชนิดของการรับ-ส่ง E-mail
1.   รับส่งโดยใช้โปรแกรม Email โดยเฉพาะ เช่น Outlook Express, Eudora
2.    รับส่งโดยผ่าน Web site เช่น www.yahoo.com, www.hotmail.com
3.     รับส่งโดยผ่าน Web Browser เช่น Netscape, IE เป็นต้น

-ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการรับส่ง E-mail อื่นๆ ได้แก่
1.             www.yahoo.com
2.             www.hotmail.com
3.             www.thaimail.com
4.             www.mweb.co.th
5.             www.gmail.com

7.3 การสร้างเว็บอย่างง่าย (Web creation)
            เว็บไซต์ถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการเป็นตัวแทนของคุณบนโลกออนไลน์เว็บไซต์ที่ดีจะเป็นหน้าเป็นตาให้กับบริษัทและองค์กร เปรียบเป็นประตูด่านแรกที่ลูกค้าจะเข้ามาและรับรู้ถึงความเป็นมืออาชีพของคุณ เราเชื่อว่าเว็บไซต์ที่ดีจะต้องสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าชมตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น






บทที่ 8  เครือข่ายสังคมออนไลน์
(Social Network)



8.1 ความเป็นมาของเครือข่ายสังคมออนไลน์

การเกิดขึ้นและเติบโตของเครือข่ายสังคมออนไลน์นี้มาจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตจากเว็บ 1.0 (เว็บเนื้อหา) มาสู่เว็บ 2.0 (เว็บเชิงสังคม) ซึ่งจุดเด่นของเว็บ 2.0 คือ การที่ผู้ใช้สามารถสร้างเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตได้เอง โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นทีมงานหรือผู้ดูแลเว็บไซต์ ซึ่งเรียกว่า User Generate Content ข้อดีของการที่ผู้ใช้เข้ามาสร้างเนื้อหาได้เอง ทำให้มีการผลิตเนื้อหาเข้ามาเป็นจำนวนมาก และมีความหลากหลายของมุมมองความคิด เพราะจากเดิมผู้ดูแลจะเป็นคนคิดและหาเนื้อหามาลงแต่เพียงกลุ่มเดียว




8.2 ความหมายของเครือข่ายสังคมออนไลน์

เครือข่ายสังคมออนไลน์ หมายถึง สังคมออนไลน์ที่มีการเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างเครือข่ายในการตอบสนองความต้องการทางสังคมที่มุ่งเน้นในการสร้างและสะท้อนให้เห็นถึงเครือข่าย หรือความสัมพันธ์ทางสังคม ในกลุ่มคนที่มีความสนใจหรือมีกิจกรรมร่วมกัน บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์จะให้บริการผ่านหน้าเว็บ และให้มีการตอบโต้กันระหว่างผู้ใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต


8.3 ประเภทของเครือข่ายสังคมออนไลน์

1.ประเภทแหล่งข้อมูลหรือความรู้
2.ประเภทเกมส์ออนไลน์
3.ประเภทสร้างเครือข่ายสังคม สร้างและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน
4.ประเภทฝากภาพ สามารถฝากภาพออนไลน์ แชร์ภาพหรือซื้อขายกันอย่างง่ายดาย
5.ประเภทสื่อ ฝาก โพสท์ หรือแบ่งปันภาพ
6.ประเภทซื้อ-ขาย



8.4 เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์

       3. www.myspace.com



8.5 เครือข่ายสังคมออนไลน์: ผลกระทบทางสังคมในปัจจุบัน

-ผลกระทบเชิงบวก
เป็นสื่อในการนำเสนอผลงานของตัวเอง
ใช้ในการแบ่งปันข้อมูล รูปภาพ ความรู้ให้กับผู้อื่น
เป็นเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ
เป็นเครือข่ายกระชับมิตร สร้างความสัมพันธ์ที่ดีจากเพื่อนสู่เพื่อนได้
ช่วยในการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ
ช่วยในการพัฒนาชุมชน
เป็นสื่อในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือบริการลูกค้า
-ผลกระทบเชิงลบ
เป็นช่องทางที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ขโมยผลงาน หรือถูกแอบอ้างได้ง่าย
หากผู้ใช้หมกหมุ่นกับการเข้าร่วมเครือข่ายสังคมออนไลน์มากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ
เป็นช่องทางที่สามารถวิพากษ์วิจารณ์กระแสสังคมในเรื่องเชิงลบ และอาจทำให้เกิดกรณีพิพาทบานปลาย
ภัยคุกคามจากเครือข่ายสังคมออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การเผยแพร่ภาพและข้อความอันมีลักษณะดูหมิ่นและไม่เหมาะสมต่อสถาบันพระมหากษัตริย์




บทที่ 9 กูเกิ้ลแอพพลิเคชั่น
(Google Application)

9.1 กูเกิ้ลเมล

                  เป็นบริการหลักที่จะต้องมี หากเราต้องการใช้บริการอย่างอื่นของกูเกิ้ล เพราะข้อกำหนดหลักของกูเกิ้ล คือ จะต้องใช้อีมลของกูเกิ้ลในการเข้าใช้บริการอื่นๆ ทั้งหมด


9.2 แผนที่

            เป็นบริการที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากอีกอย่างหนึ่งของกูเกิ้ล ความสามารถของโปรแกรมนี้ คือ บอกเส้นทางให้แก่ผู้ใช้ การแสดงผลของกูเกิ้ลมีอยู่สองแบบให้เลือกคือเป็นแบบแผนที่และมุมมองแบบดาวเทียม การใช้งานแผนที่กูเกิ้ลสามารถเรียกใช้ได้สองแบบ คือ ใช้งานผ่านเว็บ และ การใช้งานผ่านโปรแกรมกูเกิ้ลเอิร์ธ


9.3 ปฏิทิน

            บริการปฏิทินแบบออนไลน์ของ Google ซึ่งทำให้สามารถเก็บข้อมูลเหตุการณ์ต่างๆ รวมไว้ในที่เดียวกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกำหนดการนัดหมายและกำหนดเวลาเหตุการณ์ต่างๆและ ค้นหาเหตุการณ์ต่างๆ ได้
 
9.4 กูเกิ้ลดอคคิวเม้น

เป็นโปรแกรมที่จัดการด้านเอกสารสำหรับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการพิมเอกสาร โปรแกรมตารางคำนวณ โปรแกรมนำเสนอ บริการฝากไฟล์ เป็นต้น




9.5 กูเกิ้ลพลัส
เป็นบรการใหม่ล่าสุด โดยมีจุดมุ่งหมายที่สร้างขึ้นมาให้เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อแข่งขันกับเครือข่ายอื่นๆ อย่าง
เฟซบุค Facebook

9.6 บริการอื่นๆของกูเกิ้ลที่น่าสนใจของกูเกิ้ล

-ไซต์
-กูเกิ้ลกรุ๊ป
-ยูทูป
-สกอลลาร์





บทที่ 10
ความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์


10.1 องค์ประกอบของความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ

1. ความลับ (Confidentiality) – เป็นการทำให้มั่นใจว่ามีเฉพาะผู้มีสิทธิ์หรือได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้
2. ความถูกต้องสมบูรณ์(Integrity) – ข้อมูลที่ปกป้องนั้น ต้องมีความถูกต้องสมบูรณ์ ต้องมีกลไกในการตรวจสอบสิทธิ์ การอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อมูล
3. ความพร้อมใช้งาน (Availability) – ต้องสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบได้เมื่อต้องการ

10.2 ภัยคุกคาม และ ช่องโหว่

                  ภัยคุกคาม คือ สาเหตุของสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบคอมพิวเตอร์หรือองค์กร และเป็นอุปสรรคในการให้บริการ
                 ช่องโหว่ คือ จุดอ่อนของทรัพย์สินที่ถูกภัยคุกคามใช้เป็นช่องทางในการโจมตี ทำให้เกิดผลกระทบหรือความเสียหาย เช่น ระบบปฏิการของคอมพิวเตอร์ทำงานผิดปกติ เนื่องจากติดไวรัสคอมพิวเตอร์


10.3 ภัยคุกคามทางคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน
The Top 10 Social Network Threats
1.             Social Engineering Attack on Social
2.              Phishing Attack
3.             Cross Site Scripting Attack
4.             Cross Site Request Forgery Attack
5.             Clickjacking or UI redressing Attack
6.             Drive-by Download Attack
7.             APT and MitB
8.             Identity Theft
9.             Your GPS Location Exposed
10.      Your Privacy Exposed

1.4         โปรแกรมประสงค์ร้าย

-Malicious Sooftware เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกชนิดที่มีจุดประสงค์ร้ายต่อคอมพิวเตอร์และเครือข่าย ที่บุกรุกเข้าไปติดอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้ และสร้างความเสียหายให้กับระบบคอมพิวเตอร์นั้นๆ
-Virus  แพร่เชื้อไปติดไฟล์อื่นๆ ในคอมพิวเตอร์โดยการแนบตัวมันเองเข้าไป แต่มันไม่สามารถส่งตัวเองไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ได้ ต้องอาศัยไฟล์พาหะ
- Worm  คัดลอกตัวเองและสามารถส่งตัวเองไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ได้อย่างอิสระ โดยอาศัยอีเมลล์, ช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการหรือการเชื่อมต่อที่ไม่มีการป้องกัน มันจะไม่แพร่เชื่อไปติดไฟล์อื่น 
- Trojan จะไม่แพร่เชื้อไปติดไฟล์อื่นๆ ไม่สามารถส่งตัวเองไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆได้ ต้องอาศัยการหลอกคนใช้ให้ดาวน์โหลดเอาไปใส่เครื่องเอง
-Spyware  ไม่แพร่เชื้อไปติดไฟล์อื่นๆ ไม่สามารถส่งตัวเองไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆได้ ต้องอาศัยการหลอกคนใช้ให้ดาวน์โหลดเอาไปใส่เครื่องเอง หรืออาศัยช่องโหว่ของ Web browser และระบบปฏิบัติการในการติดตั้งตัวเองลงในเครื่องเหยื่อ








1.5         โปรแกรมป้องกันและกำจัดการคุกคาม

เป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันและกำจัดโปรแกรมคุกคามทางคอมพิวเตอร์หรือมัลแวร์ จากผู้ไม่หวังดีทางอินเทอร์เน็ต
โปรแกรมป้องกันไวรัสมี 2 แบบใหญ่ๆ คือ
1.             แอนติไวรัส เป็นโปรแกรมป้องกันไวรัสทั่วๆไป จะค้นหาและทำลายไวรัสในคอมพิวเตอร์ของเรา
2.             แอนติสปายแวร์ เป็นโปรแกรมป้องกันการโจรกรรมข้อมูล จากไวรัสสปายแวร์ และจากแฮ็คเกอร์ รวมถึงการกำจัด Ads ware ซึ่งเป็นป๊อปอัพโฆษณาอีกด้วย


1.6     เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย
-ไฟร์วอลล์ คือ ซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ในระบบเครือข่าย หน้าที่ของไฟร์วอลล์ คือ กรองข้อมูลสื่อสารระหว่างเขตที่เชื่อถือต่างกัน เช่น อินเทอร์เน็ต และอินทราเน็ต
คุณสมบัติของ Firewall
-Protect Firewall เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการป้องกัน เพื่อใช้บังคับในการสื่อสารภายในเครือข่าย
-Rule Base ข้อกำหนดในการควบคุมการรับ-ส่งข้อมูลภายในระบบเครือข่าย
-Access Control คือ การควบคุมระดับการเข้าถึง การรับ-ส่งข้อมูล
ไฟล์วอลล์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ Software Firewall และ Hardware Firewall




  


บทที่ 11 การยศาสตร์
(Ergonomics)
11.1 ความหมายของการยศาสตร์

การยศาสตร์(ergonomics) เป็นคำที่มาจากภาษากรีก คือ "ergon" ที่หมายถึงงาน(work) และอีกคำหนึ่ง "nomos" ที่แปลว่า กฎตามธรรมชาติ(Natural Laws) เมื่อนำมารวมกันจำกลายเป็นคำว่า "ergonomics" หรือ "laws of work" ที่อาจแปลได้ว่ากฎของงาน ซึ่งเป็นศาสตร์ หรือวิชาการที่เป็นการปรับเปลี่ยนสภาพงานให้เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติงาน หรือเป็นการปรับปรุงสภาพการทำงานอย่างเป็นระบบ ส่วนภายในประกอบด้วย
1.             มนุษย์
2.             Interaction ในการทำงาน เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องจักร เป็นต้น
3.             สภาวะแวดล้อมในการทำงานในการทำงาน เช่น แสง สี เสียง ซึ่งเป็นหลักการยศาสตร์

11.2มาตรฐานและการออกแบบสถานีงานที่ใช้คอมพิวเตอร์

การวัดสัดส่วนร่างกายส้าหรับการออกแบบสถานีท้างาน การออกแบบสถานีงานต้องพิจารณาจากสัดส่วน
ร่างกายของผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดความสบาย ความปลอดภัย และป้องกันการบาดเจ็บจากการท้างาน การใช้สัดส่วน
ร่างกายกับการออกแบบสถานีงานนั้น มีดังนี้
1. ความสูงจากระดับสะโพกขณะนั่งวัดขึ้นไปหาข้อศอก ใช้ในการออกแบบความสูงของที่พักแขน
2. ความสูงจากระดับเท้าขณะนั่งวัดขึ้นไปถึงต้นขา ใช้ในการออกแบบความสูงของเก้าอี้
3. ความยาวจากก้นขณะนั่งวัดไปถึงข้อพับด้านใน ใช้ในการออกแบบความลึกของเก้าอี้
4. ความกว้างของสะโพกในขณะที่นั่ง ใช้ในการออกแบบความกว้างของเก้าอี้



สถานีงานควรปรับได้ โดยสามารถปรับได้ตามความพอดีกับสรีระของผู้ใช้งาน โดยต้องคำนึงถึงท่าทางในการ
ทำงานโดยเอื้อต่อการท้างานของผู้ปฏิบัติงาน และสามารถบ้ารุงรักษาได้ง่าย
สถานีงานที่เหมาะสมแก่การท้างาน ควรประกอบด้วยปัจจัยดังนี้


1. เมื่ออยู่ในท่าท้างาน สามารถตั้งศีรษะได้ตรง
2. สายตาสามารถมองไปด้านหน้าได้สะดวก ขึ้นอยู่กับความสะดวกสบายในการปฏิบัติงานของ
ผู้ปฏิบัติงาน
3. กล้ามเนื้อไหล่ผ่อนคลาย ไม่ยกไหล่ ศอกทั้งสองข้างมีที่พักศอกโดยศอกท้ามุมประมาณ 90 องศา โต๊ะควรสูง
ระดับเดียวกันกับความสูงข้อศอกหรือต่ำกว่าความสูงข้อศอกเล็กน้อย
4.  มือทั้งสองข้างอยู่ในแนวเดียวกันกับแขน


11.3มาตรฐานและการออกแบบแสงสว่างในการทำงานกับคอมพิวเตอร์

การจัดแสงสว่างในการท้างานที่ไม่เหมาะสม อันได้แก่การที่จัดแสงสว่างน้อยเกินไป หรือมากเกินไป มาตรฐานและการออกแบบแสงสว่างในการทำงานกับคอมพิวเตอร์ การจัดแสงสว่างในการท้างานที่ไม่เหมาะสม อันได้แก่การที่จัดแสงสว่างน้อยเกินไป หรือมากเกินไป โดยส่วนใหญ่ ปัญหาของแสงจะมาจากแสงจ้า (Glare) ซึ่งมีลักษณะดังนี้
1. แสงจ้าตาโดยตรง (Direct Glare) เกิดจากแหล่งก้าเนิดแสงสว่างจ้าในระยะลานสายตาที่ส่องผ่านหน้าต่าง หรือแสงจากดวงไฟ
            2. แสงจ้าจากการสะท้อน (Reflected glare) เกิดเมื่อแสงตกกระทบพื้นผิว เช่น วัตถุผิวมัน
ทั้งนี้ แต่ละองค์ประกอบที่กล่าวมา ยังขึ้นอยู่กับสีที่ใช้ด้วย ซึ่งถ้าหากว่าเป็นสีอ่อน เช่น สีขาว จะมีความสามารถในการสะท้อนแสงได้สูง ถ้าเป็นสีด้า จะไม่มีการสะท้อนแสงอุณหภูมิสีของห้องนั้น ยังส่งผลถึงอารมณ์ในการท้างานด้วย เช่น ห้องที่ใช้หลอดไฟชนิด Daylight นั้น จะท้าให้ผู้ที่อยู่ในห้องนั้นสดใส ร่าเริง เป็นธรรมชาติ ห้องที่ใช้หลอดไฟชนิด Cool White นั้น จะท้าให้ผู้ที่อยู่ในห้องสดชื่น มีชีวิตชีวา กระฉับกระเฉง และห้องที่ใช้หลอดไฟชนิด Warm White นั้น จะท้าให้ผู้ที่อยู่ในห้องเกิดความสงบ ผ่อนคลาย สุขุม และอ่อนโยน ดังนั้น การใช้หลอดไฟในห้องท้างานจึงสมควรที่จะใช้หลอดชนิด Daylight และ Cool White มากกว่าหลอดชนิด Warm White ซึ่งเหมาะส้าหรับใช้ในห้องนอนหรือห้องพักผ่อนมากกว่า



11.4 ปัญหาสุขภาพและการดูแลรักษาสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานกับคอมพิวเตอร์


ผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดจากการท้างานกับคอมพิวเตอร์ จ้าแนกได้ดังนี้
1. ความล้าทางสายตา (Visual fatigue) หรือ Computer Vision Syndrome โดยมีปัจจัยที่ท้าให้เกิดปัญหาได้ ดังนี้
1. ความผิดปกติของผิวตา (Ocular-surface abnormalities) ได้แก่ นัยน์ตาแห้งไร้ความชุ่มชื้น (dry eye) เกิด
ได้จาก
1) สิ่งแวดล้อมในที่ท้างาน อาทิเช่น แสงสว่างที่มากเกินไป2) การกระพริบตาที่ลดลง จากปกติที่ประมาณ 16 ครั้ง/นาที ขณะที่ใช้สายตามองจอภาพ
คอมพิวเตอร์ จะมีการลดการกระพริบตาลงถึง 60% ก็คือจะกระพริบตาประมาณ 6-7 ครั้ง/นาที
3) พื้นที่ลูกตา
4) การใส่คอนแท็คเลนส์
2. การปรับโฟกัส (Accommodative spasms) เกิดได้จาก
1) แสงจากหลอดไฟและแสงจ้า
2) การกระพริบของหน้าจอ
3) ขนาดของตัวหนังสือ
3. การจัดวางคอมพิวเตอร์ (Ergonomic) เกิดได้จาก
1) ระยะห่างตากับจอภาพ
2) มุมของตากับจอภาพ
มีแนวทางแก้ไขดังนี้
1. สถานที่ท้างาน
ควรใช้จอแบนหรือจอ LCD เพื่อช่วยลดการสะท้อนแสง หลีกเลี่ยงการใช้จอโค้ง
2. แสงไฟ แหล่งก้าเนิดแสงสว่างไม่ควรอยู่ทางด้านหน้าหรือด้านหลัง ควรมาจากทางด้านข้างขอจอภาพ
3. การพักสายตา
ขณะท้างานควรมีการหยุดพักสายตาเป็นระยะ ๆ ไม่ควรใช้สายตาต่อเนื่องนานหลายชั่วโมง
4. การปรับพฤติกรรมการใช้สายตา
4.1 การนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา
4.2 ใช้การประคบด้วยน้ำอุ่นและน้ำเย็น ใช้ผ้าหรือ hot/cold pack
4.3 การบริหารกล้ามเนื้อตา
5. การใช้น้ำตาเทียม
2. กลุ่มอาการทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ได้แก่ กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง (Myofascial pain syndrome) มีลักษณะ
อาการดังนี้
- เป็นอาการปวดตามกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย
-มักปวดเป็นบริเวณกว้าง ไม่สามารถระบุต้าแหน่งที่ปวดได้ชัดเจน
 -อาจปวดเพียงเล็กน้อยแล้วหายได้เองหรือปวดรุนแรงจนขยับไม่ได้ ส่วนใหญ่จะเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง ไม่ถึงขั้นรุนแรง-กล้ามเนื้อจะแข็งเกร็งเป็นล้า
-พบจุดกดเจ็บชัดเจน
-เมื่อกดไปที่จุดกดเจ็บจะมีอาการปวดร้าวไปตามต้าแหน่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะของแต่ละกล้ามเนื้อ

ปัจจัยเสี่ยงที่ท้าให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง ได้แก่
1. ท่านั่งท้างานที่ไม่เหมาะสม
2. ลักษณะงานที่ท้าให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวต่อเนื่องนาน ๆ หรือมีการใช้กล้ามเนื้อท่าเดียวกันซ้ำ ๆ
3. กล้ามเนื้อมีการท้างานมากเกินไป
4. ขาดการออกก้าลังกายอย่างถูกต้องอาการที่แสดงของโรคกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง ได้แก่
 - มีอาการปวดร้าวลึก ๆ ของกล้ามเนื้อ โดยอาจปวดตลอดเวลาหรือเฉพาะเวลาท้างาน
- ความรุนแรงมีได้ตั้งแต่แค่เมื่อยล้าจนไปถึงปวดทรมาน ไม่สามารถขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ปวดได้
- อาจมีอาการชามือและขาร่วมด้วย หรือปวดศีรษะเรื้อรัง อาการนอนไม่หลับร่วมด้วย
- มีอาการผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย เช่น ไหล่สูงต่ำไม่เท่ากัน หลังงอ คอคด ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน

แนวทางการรักษา
1. การใช้ความร้อน
2. การยืดกล้ามเนื้อ
สาเหตุของอาการปวดหลัง

- กล้ามเนื้อหลังอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง - หมอนรองกระดูกสันหลังกดทับรากประสาท
- ข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อม - ช่องกระดูกสันหลังตีบแคบ
- ความไม่มั่นคงของข้อต่อ

อาการของโรคปวดหลัง

ปวดตื้อ ๆ ลึก ๆ ตามแนวของกระดูกสันหลัง ร้าวไปบั้นท้าย สะโพก มักไม่เลยเข่าลงไปกล้ามเนื้อสันหลังเกร็ง เจ็บปวด ไม่ขยับ ถ้าพักหรือทานยาแก้ปวดมักจะดีขึ้น แต่ถ้าขยับหรือท้างานจะปวดมากขึ้น

แนวทางแก้ไข ทำได้โดย

1. จัดสภาพแวดล้อมในการท้างานให้เหมาะสม ให้สามารถนั่งท้างานหลังตรง ที่นั่งมีการรองรับหลังส่วนล่าง สามารถยืดขาให้เข่าท้ามุมกว้างได้ไม่ต่ำกว่า 90 องศา
2. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลัง
เอ็นรัดข้อมืออักเสบทับเส้นประสาท (Carpal tunnel syndrome) สาเหตุมาจากการท้างานที่มีการกดทับหรือเสียดสี
บริเวณข้อมือบ่อย ๆ เป็นเวลานาน มีลักษณะอาการดังนี้
 -มีอาการเจ็บปวดบริเวณข้อมือด้านฝ่ามือ
 -ชาบริเวณฝ่ามือ นิ้วโป้ง หรือนิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนางครึ่งนิ้ว
 -อาจมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อบริเวณฐานนิ้วโป้ง

แนวทางแก้ไข ทำได้โดย

1. ใช้วัสดุที่มีลักษณะนิ่ม เช่น หมอนรองข้อมือ ที่รองข้อมือ
 2. ยืดเหยียดนิ้วมือโดยการก้ามือแน่น ๆ
3. เหยียดข้อมือโดยเหยียดแขนข้างใดข้างหนึ่งมาด้านหน้า
4. เหยียดข้อมือโดยเหยียดแขนข้างใดข้างหนึ่งมาด้านหน้า คว่ำฝ่ามือลง